Payment Gateway หรือบริการรับชำระเงินออนไลน์ เป็นบริการตัวกลางการรับชำระเงินผ่านช่องทางที่เป็นที่นิยม เช่น บัตรเครดิต เดบิต Internet/Mobile Banking หรือช่องทางอื่น ๆ เพื่อให้ลูกค้าสะดวกกับการชำระเงิน

โดย Payment Gateway จะช่วยให้การทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-Commerce รับบัตรเครดิต หรือจ่ายผ่านช่องทางอื่น ไม่เป็นเรื่องยากอีกต่อไป สามารถรับเงินได้ง่าย โดยไม่ต้องเสียเวลาเช็คสลิปว่าเงินเข้าแล้วหรือยัง

โดยในบทความนี้ DESIGN BY DA จะพาดู บริษัท Payment Gateway ที่แนะนำแต่ละเจ้าที่เปิดให้บริการ และจดทะเบียนในไทย ว่ามีเจ้าไหนกันบ้าง สมัครอย่างไรและคิดค่าธรรมเนียมอย่างไรครับ

Payment Gateway มีแบบไหนบ้าง

Payment Gateway แบบแรกคือการติดต่อธนาคารโดยตรง โดยทางธนาคารจะมี Program ในการให้ธุรกิจที่จดทะเบียนแล้วยื่นขอรับชำระเงินได้ และสามารถพ่วงระบบเข้ากับเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์หรือแอพลิเคชั่นต่าง ๆ ได้เช่นกัน โดยจะต้องมีเงินฝากค้ำประกัน โดยประมาณ 100,000 – 200,000 บาท ในแต่ละธนาคารก็จะบริการต่างกันไปครับ เช่น K-Payment Gateway (ธนาคารกสิกรไทย) SCB Payment Gateway (ธนาคารไทยพาณิชย์) เป็นต้น แต่แบบนี้เรื่องความน่าเชื่อถือก็จะเท่ากันกับติดต่อตัวธนาคารโดยตรงเลยครับ

และอีกแบบหนึ่ง จะเป็นแบบที่ผ่านไม่ผ่านธนาคาร หรือผู้ให้บริการบริษัทเอกชนทั่วไปเป็นคนให้บริการเชื่อมต่อการชำระเงินหลากหลายมาในบริการเดียว รับบัตรเครดิตได้ จ่ายผ่าน Mobile Banking ได้หลากหลาย สมัครครั้งเดียว ไม่ต้องมีเงินฝากค้ำประกัน

Payment Gateway ควรเลือกอย่างไร

Applying for a payment gateway

ในประเทศไทยมีผู้ให้บริการมากมายครับ ซึ่งแต่ละเจ้าก็จะมีข้อเสนอที่ไม่ค่อยต่างกันมากในเรื่องของช่องทางการรับชำระเงิน แต่นอกจากส่วนนั้นที่ต้องพิจารณา จะมีส่วนอื่น ๆ ที่ควรคำนึงถึงเช่นกัน เช่น

  1. ความปลอดภัย: เป็นหนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดในการพิจารณาเลือกผู้ให้บริการ Payment Gateway เนื่องจากลูกค้าที่เข้ามาชำระเงิน จะต้องกรอกรหัสบัตรเครดิต กรอกข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลอื่น ๆ ที่หากรั่วไหลไปแล้วอาจเกิดความเสียหายได้ โดยลองหาผู้ให้บริการที่มีมาตรฐาน Payment Card Industry Data Security Standard (PCI DSS) หรืออธิบายโดยง่ายคือเป็นมาตรฐานที่ดูแล ปกป้องข้อมูลผู้ถือบัตร มีการทำไฟร์วอลล์ มีการดูแลข้อมูลอย่างรัดกุมนั่นเอง และต้องมีมาตรฐานการรับรองจากในเมืองไทยด้วยเช่นกัน
  2. การนำมาใช้งานกับเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มที่ต้องการ: ตัวอย่างเช่น ต้องการทำเว็บไซต์ E-Commerce ด้วย WooCommerce ทางผู้ให้บริการมี plugin สำเร็จรูปหรือมีคู่มือการทำไหม หรือการทำเว็บไซต์ด้วย Magento มีส่วนเสริมสำเร็จที่สามารถดาวน์โหลดมาใช้ได้เลยหรือเปล่า หากตรงนี้ตอบโจทย์ จะช่วยทำให้การใช้งานสะดวกขึ้นมากครับ
  3. ช่องทางการชำระเงิน: ส่วนใหญ่แล้ว Payment Gateway จะมีช่องทางหลักๆ เช่นรับบัตรเครดิต เดบิต อยู่แล้ว ซึ่งต้องดูกลุ่มลูกค้าหรือดูความต้องการว่าต้องการใช้ช่องทางอื่น ๆ เช่น WePay, Alipay เพิ่มเติมหรือไม่ และเงื่อนไขของแต่ละช่องทางเป็นอย่างไร
  4. เรทค่าธรรมเนียม และการถอนเงินออกจากระบบ: การทำงานของ Payment Gateway ส่วนใหญ่จะฟรีค่าแรกเข้าและไม่มีค่าดูแล แต่จะมีค่าบริการ 2 ส่วนนั่นคือค่าบริการต่อ Transaction (การชำระเงิน) และค่าบริการในการถอนออกจากระบบนั่นเอง ซึ่งในข้อนี้ต้องสอบถามทาง Sale เพื่อให้คำตอบครับ
  5. ทีมงานซัพพอร์ต และการจัดตั้งบริษัทจดทะเบียนในเมืองไทย/ต่างประเทศ: เนื่องจากการชำระเงินเป็นเรื่องละเอียดอ่อน (ใช่ครับ เกี่ยวกับเรื่องเงิน) เพราะฉนั้นทีมงานที่เข้ามาดูแลและแก้ปัญหาหากเกิดปัญหาเป็นเรื่องสำคัญมาก และบริษัทที่ดูแลเรื่องเงินต้องมีมาตรฐาน เนื่องจากว่าเป็นเรื่องการเงินเช่นเคยครับ เงื่อนไขการชำระเงิน การตัดบัตรเครดิต การผ่อน การรับค่าธรรมเนียม หรือเงื่อนไขต่าง ๆ ต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้
    • จากประสบการณ์กับผู้ให้บริการเจ้าหนึ่งในเมืองไทย เป็นแค่ Front ให้กับบริษัทข้ามชาติชาติหนึ่งเท่านั้น จากการสังเกตการแก้ปัญหาและการรับปัญหาโดยทีมงานที่เมืองไทย เหมือนว่าต้องรอให้บริษัทแม่ในอีกประเทศใหญ่หนึ่งตัดสินใจก่อน จึงจะดำเนินการให้ลูกค้าได้ แม้ทางลูกค้าบุกไปยัง Office แล้วก็ตามครับ ไม่ใช่เรื่องที่ดีเลยและทำให้ลูกค้าเสียโอกาสทางการค้าไประดับนึงครับ
  6. สกุลเงินที่ต้องการใช้งาน: โดยทั่วไปแล้วผู้ให้บริการจะรับแค่ 1 สกุลเงินเท่านั้น หากต้องการเปิดสกุลเงินเพิ่มเติมหรือรับชำระผ่านสกุลเงินอื่น อาจต้องติดต่อทางผู้ให้บริการครับ บางเจ้าอาจมีค่า Setup สกุลเงินอื่นเพิ่มเติม

ค่าธรรมเนียม

โดยทั่วไป ผู้ให้บริการ Payment Gateway จะมีการคิดค่าบริการและภาษีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถสรุปเป็นสูตรการคำนวณเบื้องต้นได้ดังนี้ครับ

ยอดสุทธิที่ได้รับ = ค่าสินค้า – (ค่าธรรมเนียม + VAT 7% ของค่าธรรมเนียม)

ทั้งนี้ รูปแบบการรับภาระค่าธรรมเนียมจะมี 2 กรณีหลัก ซึ่งในขั้นตอนการสมัครผ่านฟอร์ม (หรือในระบบหลังบ้าน) จะมีให้เราเลือกตั้งค่าได้ครับ:

  1. ร้านค้าเป็นผู้รับภาระ: ผู้ให้บริการจะหักค่าธรรมเนียมและ VAT ออกจากยอดขายโดยอัตโนมัติ สมมติว่าขายของ 100 บาท ร้านค้าจะได้รับเงินสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว
  2. ลูกค้าเป็นผู้รับภาระ: อารมณ์เหมือนเวลาเราไปเดินช้อปปิ้งแล้วขอรูดบัตร ทางร้านจะแจ้งว่า “มีชาร์จเพิ่ม 3% นะครับ” ระบบจะทำการบวกค่าธรรมเนียมและ VAT เพิ่มเข้าไปในยอดบิล เพื่อให้ลูกค้าเป็นผู้ชำระในส่วนนี้ไปครับ

💡 ข้อสังเกตเพิ่มเติม (บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล):
หากสมัครในนาม “นิติบุคคล” จะมีเรื่องของการทำ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% (หักจากฐานค่าธรรมเนียม ไม่ใช่ค่าสินค้า) เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทำให้รายละเอียดการคำนวณและเอกสารทางบัญชีจะแตกต่างจากการสมัครแบบบุคคลธรรมดาเล็กน้อยครับ

อีกปัจจัยสำคัญที่ลืมไม่ได้คือ “ค่าธรรมเนียมในการถอนเงินเข้าบัญชี” ปกติแล้วผู้ให้บริการจะมีรอบการโอนเงิน (Settlement) ให้เลือก เช่น โอนเงินอัตโนมัติรอบรายสัปดาห์ รอบรายเดือน หรือแบบที่ร้านค้าต้องกดส่งเรื่องถอนออกเอง โดยมักจะมีค่าธรรมเนียมการโอนประมาณ 20-50 บาทต่อครั้ง แล้วแต่นโยบายของแต่ละเจ้าครับ

Payment Gateway ในประเทศไทย

ผมลองเลือก Payment Gateway ในเมืองไทยที่ผมเคยมีประสบการณ์ด้วยมาให้เลือกดูนะครับ โดยเจ้าที่ผมเลือกทั้งหมดผ่านการทดสอบการใช้งานกับลูกค้าจริงหลากหลายเจ้าแล้ว คุณภาพในการบริการไล่เลี่ยกันครับ รวมถึงไม่ค่อยล่ม และไม่ค่อยมีปัญหาด้านเทคนิค โดยทั้งหมดนี้ขึ้นกับว่าผู้อ่านหรือผู้สนใจคุยกับเจ้าไหนหรือโอเคกับเงื่อนไขของเจ้าไหนมากกว่ากันครับ

สำหรับค่าธรรมเนียมแต่ละเจ้าอยู่ที่ 2.xx – 3.xx% ครับ ซึ่งจะต่างกันไปตามช่องทางรับชำระ โดยหากต้องการทราบข้อมูลจริง ๆ ให้ลองติดต่อผู้ให้บริการโดยตรง พร้อมเว็บไซต์/ธุรกิจที่ดำเนินอยู่ เพื่อที่ทางเขาจะเสนอราคาให้ครับ

หากเรทเป็นที่ไม่ค่อยพอใจหรือสูงเกินไป ลองคุยกับทางเซลล์ได้นะครับ อย่าเพิ่งมองว่าแพงเกินไป

  • ในบทความนี้ผมขอแจ้งก่อนว่า ผมไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้ให้บริการรายใด และผมแนะนำตามที่ผมเคยมีประสบการณ์ใช้ด้วยตัวเองมาเท่านั้นครับ
    Da Chakrapan @ DESIGN BY DA

Omise (OPN)

Omise

Omise หรือชื่อเก่า OPN ที่เปลี่ยนจากชื่อเก่า Omise อีกที (จริง ๆ ครับ) เป็นผู้ให้บริการ Payment Gateway เจ้านี้ของไทยเองครับ ซึ่งมีประวัติการให้บริการมาช้านาน เช่น NocNoc, Monomax, McDonalds ประเทศไทย หรือ Freshket เป็นเจ้านึงที่มีฐานลูกค้าแน่นมากทีเดียว คลิกเข้าเว็บไซต์ได้เลย

Paysolutions

Paysolutions

Paysolutions ผู้ให้บริการในเมืองไทยเช่นเดียวกันครับ เป็นเจ้าเก่าเช่นกันที่เคยใช้ชื่อว่า Thaiepay.com ที่มีช่องทางหลากหลายและมี Feature เสริมอีกเพียบ และมักจะมี Campaign ให้ร้านค้าในระบบเข้าลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์ต่าง ๆ ระหว่างการใช้บริการมากมาย คลิกเข้าดูเว็บไซต์ได้เลย

Xendit (GB Prime Pay)

Payment Gateway ในไทย เจ้าไหนดี สำหรับรับบัตรเครดิตในเว็บไซต์ E-Commerce [2026]

Xendit หรือ GB Prime Pay เป็นแบรนด์ที่มีการ Rebrand เมื่อไม่นานนี้เอง เป็นผู้ให้บริการจดทะเบียนในไทย และมีฐานลูกค้าแน่นพอสมควรครับ คลิกดูเว็บไซต์ได้เลย

KSher

KSher

KSher เป็นผู้ให้บริการรับชำระเงินอีกเจ้าหนึ่งที่เปิดให้บริการมานานแล้วเช่นกันครับ โดยฟังค์ชั่น ค่าธรรมเนียมและ Customer Service ดีไม่แพ้เจ้าอื่นเลย (โดยเฉพาะ Sale ใน Line Official ตอบเร็วมากครับ)

เปรียบเทียบ Payment Gateway เจ้าต่าง ๆ

ช่องทาง / ผู้ให้บริการXendit (GB Prime Pay)OPN (Omise)PaysolutionsKsher
Visa/Mastercard✅✅✅✅
American Express✅✅✅✅
JCB✅✅✅✅
QR Code PromptPay✅✅✅✅
WeChat Pay✅✅✅✅
TrueMoney wallet✅✅✅✅
Rabbit Line Pay✅✅–✅
Shopee Pay✅✅––
Google Pay–✅––
AliPay–✅✅✅
atome✅––✅
Bill Payment*✅✅✅–
SCB Easy – Mobile Banking✅✅✅✅
Kplus- Mobile Banking✅✅✅✅
Krungsri – Mobile Banking✅✅✅✅
Krungthai – Mobile Banking✅✅✅–
Bangkok Bank – Mobile Banking✅✅✅✅
TTB – Mobile Banking––✅–
ผ่อนชำระ**✅✅✅✅
รับชำระอัตโนมัติ (Recurring)✅✅✅✅

*ออกบิล แล้วนำไปชำระเงินผ่านช่องทางอื่น ๆ เช่น Counter Services, ห้างสรรพสินค้า หรือจุดบริการของธนาคารต่าง ๆ
**กรุณาตรวจเช็คกับทางผู้ให้บริการอีกครั้ง ในส่วนของบัตรเครดิตที่สามารถนำมาผ่อนได้

การสมัครใช้งาน

Choosing the Right Payment Gateway for Your Website

การสมัครสมาชิกส่วนใหญ่ จะต้องเตรียมเอกสารเป็นจำนวนมากและมีการลงนามในสัญญาต่าง ๆ ก่อนเปิดให้บริการครับ โดยเอกสารที่ต้องเตรียม มักจะมี

  • เอกสารใบสมัคร ลงนามโดยผู้มีอำนาจ (บุคคลธรรมดาก็ใช้ได้ครับ)
  • เอกสารจดทะเบียนบริษัท (หากเป็นบริษัท)
  • เอกสารรายการเดินบัญชี เอกสารรับรองต่าง ๆ ตามทีผู้ให้บริการร้องขอ
  • สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านของผู้มีอำนาจ

นอกเหนือจากนี้ ผู้ให้บริการมักจะส่งใบเสนอราคา และเอกสารสัญญา โดยมักจะมี

  • ค่าบริการแต่ละช่องทางชำระเงินว่า เรทที่ชาร์จ กี่ %
  • การถอนเงิน
  • ขอบเขตความรับผิดชอบ สินค้าที่ห้ามขาย เป็นต้น

หลังจากตกลงและลงนามเรียบร้อยแล้ว ทางผู้ให้บริการก็จะเปิดให้ใช้งานครับผม

สุดท้ายนี้

หากคุณต้องการเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าในการชำระเงินผ่านช่องทางต่าง ๆ ท่ีลูกค้าสะดวก โดยไม่ต้องเสียเวลาตรวจสอบสลิปให้วุ่นวาย การเพิ่ม Payment Gateway เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีมาก ๆ ในการสร้างยอดขาย ให้กับร้านค้าออนไลน์ของคุณครับ

สำหรับ DESIGN BY DA บริการออกแบบเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ E-Commerce ทำเว็บไซต์รับบัตรเครดิตง่าย ๆ รองรับการเชื่อม Payment Gateway ทุกเจ้า และให้คำแนะนำในการสมัครได้ทุกขั้นตอนครับ

👋จ้างทำเว็บไซต์ ที่ไหนดี? ที่นี่เลย! รับทำเว็บไซต์ WordPress

รับทำเว็บไซต์ E-Commerce
โดยมืออาชีพ

รับทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ e-Commerce ระบบซื้อ-ขายที่ตรงความต้องการ พร้อมระบบตะกร้า และรองรับชำระเงิน ทั้งโอนเงิน และบัตรเครดิต ให้คุณบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์อย่างครบวงจร